วิธีดูแลรถ ด้วยหลักการ BEWAGON | Thai Drive Exam

วิธีดูแลรถ ด้วยหลักการ BEWAGON

25/07/2020 | 2437

BE WAGON” Take care of your car and the care will takes care of you.

การจะขับขี่ยานยนต์บนท้องถนนอย่างปลอดภัยได้นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง สำหรับปัจจัยภายนอกนั้นคุณอาจควบคุมไม่ได้ แต่มีปัจจัยหนึ่งที่คุณควบคุมได้ นั่นคือ การดูแลรักษารถยนต์ของคุณ...เพราะนอกจากจะช่วยยืดระยะอายุตัวรถเองแล้ว สิ่งสำคัญคือจะช่วยให้รถพาคุณไปถึงจุดหมายได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น สำหรับวิธีดูแลรถยนต์นั้น นอกจากจะต้องตรวจสอบสภาพตามระยะเวลาที่กำหนดแล้ว คุณสามารถตรวจเช็คเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง ซึ่งมีข้อดีคือสามารถทำได้ทุกเมื่อที่ต้องการ โดยควรหมั่นตรวจสอบอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนหรือก่อนการเดินทางไกล ด้วยสูตรลัดจำง่ายๆ ที่เรียกว่า 
“BE WAGON” ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ได้กับรถยนต์ทุกประเภทเพื่อให้ทุกการเดินทาง...พร้อม! ทั้งคนและรถ โดยมี 7 ข้อควรทำ คือ

  1. B Break

  • ตรวจสอบระบบเบรคว่ายังใช้งานได้ดีด้วยการทดลองเหยียบเบรคเมื่อเริ่มขับในระยะ 3 – 5 เมตรแรก
  • ตรวจสอบผ้าเบรก และเปลี่ยนเมื่อมีความหนาน้อยกว่า 4 มิลลิเมตร หรือเปลี่ยนทุกๆ 25,000 กิโลเมตร
  1. E Electricity

  • ตรวจระบบไฟของรถยนต์ทั้งหมด ได้แก่ ระบบไฟส่องสว่าง ไฟสูง ไฟต่ำ ไฟท้าย ไฟเลี้ยว ไฟเบรค
  • ตรวจระบบแบตเตอรี่ ซึ่งควรมีสายพ่วงแบตเตอรี่ติดรถไว้เสมอ รวมทั้งตรวจระบบแตรและที่ปัดน้ำฝนให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน
  1. W Water
  • ตรวจสอบระดับน้ำในถังพักน้ำสำรองให้อยู่ระดับสูงสุดและตรวจสอบระดับน้ำในถังน้ำล้างกระจก
  • ตรวจเช็คสภาพและระดับน้ำในหม้อน้ำ ซึ่งสามารถทดสอบหม้อน้ำรั่วได้ง่ายๆ ด้วยการค่อยๆ เติมน้ำทีละน้อย โดยเว้นช่วงการเติมแต่ละครั้งประมาณ 5 นาที ถ้าหากระดับน้ำไม่เพิ่มขึ้น ต้องรีบนำรถส่งซ่อมทันที
  1. A Air
  • ตรวจเช็คลมยางและดอกยางโดยดอกไม่ควรลึกน้อยกว่า 3 มิลลิเมตรและยางควรมีอายุไม่เกิน 5 ปีนับจากวันผลิต โดยไม่ควรบรรทุกของหนักบนรถเกินความจำเป็นหรือขับรถด้วยความเร็วสูงจนเกินไป เพราะจะเป็นตัวเร่งให้ยางเสื่อมเร็วยิ่งขึ้น
  • ตรวจเติมน้ำยาแอร์และเช็คแอร์ทุก 3 เดือน หรือทุก 5,000 กิโลเมตร
  • ตรวจสอบควันดำโดยติดเครื่องรถยนต์ในเกียร์ว่างอยู่กับที่อย่างน้อย 5 นาทีและปิดระบบปรับอากาศ แล้วทำการเร่งเครื่องยนต์อย่างรวดเร็วจนสุดคันเร่งค้างไว้ 2 – 3 วินาที ทำซ้ำอย่างน้อย 2 ครั้ง หากพบว่ามีควันดำมากเกินไปต้องรีบแก้ไข เพราะควันดำมักมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของรถในส่วนต่างๆ
  1. G Gasoline
  • ตรวจเช็คสภาพของไส้กรองพร้อมกับถังน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์
  1. O Oil
  • ตรวจเช็คน้ำมันหล่อลื่น น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ น้ำมันคลัทช์และน้ำมันเฟืองท้ายให้อยู่ในระดับมาตรฐาน ลองมองหาว่าใต้ท้องรถมีรอยรั่วซึมหรือไม่ ทั้งนี้ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องก่อนเดินทางไกลทุกครั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการขับขี่
  1. N – Noise
  • ตรวจเสียงดังของเครื่องยนต์ ท่อไอเสีย และส่วนต่างๆ ของรถยนต์ว่าดังผิดปกติหรือไม่ เพราะเสียงถือเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการสึกหรอของเครื่องยนต์ที่เกิดขึ้น